พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกแถลงการณ์ ประกาศบังคับใช้กฎหมาย “ทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่” ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมาย ด้านกลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” ชี้เป็นการประกาศ “นิติสงครามเต็มรูปแบบ” ซึ่งรวมถึงการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 เอาผิดผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบัน

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งแถลงการณ์ของ พล.อ. ประยุทธ์ เข้ากลุ่มไลน์สื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 11.30 น. วันนี้ (19 พ.ย.)

แถลงการณ์ของนายกฯ มีขึ้นในห้วงเวลาครบรอบ 4 เดือนเต็มของการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาลและเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หากนับจากการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 18 ก.ค.

พล.อ.ประยุทธ์ 1

โดยการชุมนุมเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ได้กลายเป็นความรุนแรงเมื่อเจ้าหน้าที่ฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม รวมทั้งเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่ม “ราษฎร” กับมวลชนเสื้อเหลืองที่แยกเกียกกาย เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 55 ราย ส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง และมีรถของตำรวจถูกทำลายเสียหายอย่างน้อย 30 คัน

ส่วนการชุมนุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและแยกราชประสงค์เมื่อวานนี้ (18 พ.ย.) ผู้ชุมนุมบางส่วนได้พ่นและทาสีตามที่สาธารณะและสถานที่ราชการ แต่ไม่มีเหตุรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ 2

พล.อ. ประยุทธ์ระบุในแถลงการณ์ว่า สถานการณ์ในขณะนี้มีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้ง นำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป “อาจเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ และสถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง รวมทั้งความสงบสุขปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยทั่วไป”

พล.อ.ประยุทธ์ 3

แถลงการณ์ของนายกฯ มีข้อความว่า

“จากสถานการณ์การชุมนุมในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลและทุกฝ่ายกำลังร่วมกันหาทางออกโดย สงบและสันติ บนพื้นฐานของกระบวนการตามกฎหมาย และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่มีท่าทีที่จะบรรเทาลง แม้รัฐบาลได้แสดงความจริงใจ ในการแก้ปัญหา โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ใช้ความพยายามปฏิบัติหน้าที่ ในการรักษาความ สงบเรียบร้อย รวมทั้งติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดำเนินการต่าง ๆ ตามหลักสากล ด้วยความระมัดระวัง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาบรรยากาศของความรักความสามัคคี ปรองดองของทุกคนในชาติ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นสำคัญ”

“ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีนัก และมีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้ง นำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอาจเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ และสถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง รวมทั้งความสงบสุขปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชนโดยทั่วไป

“รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงจึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้น ในการปฏิบัติโดยจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่ ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่กระทำ ความผิดฝ่าฝืนกฎหมาย เพิกเฉยต่อการเคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยจะดำเนินคดีต่าง ๆ ให้ เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่สอดคล้องกับหลักการสากล จึงขอแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน”

“นี่คือการประกาศสงครามกับประชาชนเต็มรูปแบบใช่หรือไม่”

หลังจากนายกฯ ออกแถลงการณ์ดังกล่าว แกนนำกลุ่ม “ราษฎร” และนักวิชาการบางส่วนได้วิจารณ์และแสดงความไม่เห็นด้วยต่อท่าทีล่าสุดของนายกฯ ทันที

กลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” หนึ่งในแนวร่วมกลุ่ม “ราษฎร” โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กแฟนเพจตั้งคำถามว่า “นี่คือการประกาศสงครามกับประชาชนเต็มรูปแบบใช่หรือไม่” และชี้ว่า การออกแถลงการณ์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยจะใช้ “นิติสงครามเต็มรูปแบบ ทุกมาตราที่มีอยู่ในมือ นั่นอาจรวมถึง 112 หรือกฎหมายเอาผิดผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ด้วย”

นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและแกนนำกลุ่ม “ราษฎร” โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้ข้าราชการที่ยังไม่เลือกข้างต้องเลือกว่าจะอยู่กับอดีตหรือจะสร้างอนาคตไปพร้อมกับประชาชน พร้อมยืนยันสันติวิธีขั้นสูงสุดในการต่อสู้

“จะให้ความรุนแรงทั้งทางกฎหมายและทางกายภาพใดๆ กับผู้ชุมนุมก็เชิญตามแต่ความชั่วช้าของพวกท่าน” เขาฝากไปยังข้าราชการ

พล.อ.ประยุทธ์

อานนท์ยังขอให้ประชาชนกลุ่ม “ราษฎร” เตรียมตัวให้พร้อมทั้งอุปกรณ์ป้องกัน และจิตใจ เพื่อรับมือกับสถานการณ์หลังจากมีประกาศฉบับนี้ออกมา

รศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัว เสนอแนะว่า รัฐบาลควรเริ่มจากการดำเนินคดีกลุ่มชายฉกรรจ์เสื้อเหลืองที่ใช้อาวุธทำร้ายประชาชนในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทั้งควรสอบสวนตำรวจที่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุในการสลายการชุมนุมด้วย

เสียงเรียกให้ใช้ ม. 112 จากฝั่งนิยมเจ้า

เหตุการณ์หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อคืนวันที่ 19 พ.ย. สร้างความไม่พอใจให้ฝ่ายที่บอกว่าจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ และเรียกร้องให้รัฐบาลนำ ม.112 ของกฎหมายอาญามาใช้ หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อกลาง มิ.ย. ที่ผ่านมา เรียกร้องให้คนไทยสำนึกในพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงไม่ให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาดำเนินคดีกับผู้ที่ล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์

นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง โพสต์ทางบัญชีเฟซบุ๊กของตัวเอง เมื่อคืน 18 พ.ย.

ม.112

ส่วน ม.จ. จุลเจิม ยุคล โพสต์ทางบัญชีเฟซบุ๊กว่า “ม. 112 ควรนำออกมาใช้ได้แล้ว ก่อนที่จะเหลิงกันมากไปกว่านี้” หลังจากที่กลุ่มผู้ประท้วงได้ “ย่ำยี” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว… และบุพการีของพระองค์ท่าน” และเรียกร้องให้ “ตำรวจ และหน่วยความมั่นคงแห่งชาติ กรุณาช่วยหาคนพ่นสีในภาพ และหลายๆภาพดังกล่าว (เปิดดูกันเอง) รับรองว่าจะต้องมีภาพที่ ไอ้/อี เหล่านั้นที่กำลังพ่นสีแน่นอน คงไม่ใช่ พ่นวาทะกรรมเลวๆ โดยไม่มีใครเห็นหรือถ่ายรูปเก็บไว้”

ขอบคุณแหล่งที่มา: BBC

The Matter News