โจ ไบเดน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต วัย 77 ปี โค่น โดนัลด์ ทรัมป์ ในศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ และเตรียมก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 หลังกวาดคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral Votes) เกิน 270 เสียง โดยรัฐที่ทำให้เขาทำคะแนนทิ้งขาดทรัมป์คือรัฐเพนซิลเวเนีย หลังจากการนับคะแนนในหลายรัฐสวิงสเตทดำเนินไปอย่างดุเดือดหลายวัน นอกจากนี้ไบเดนยังสร้างสถิติใหม่ กวาดคะแนนเสียง Popular Vote เกิน 73.7 ล้านเสียง แซงหน้าสถิติเดิมของ บารัก โอบามา (69.49 ล้านเสียง)

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไบเดนกลับสู่เส้นทางทำเนียบขาวคือการพลิกกลับมาชนะทรัมป์ในมลรัฐสวิงสเตท หรือ Battleground State ที่สำคัญในแถบมิดเวสต์ ทั้งมิชิแกนและวิสคอนซิน ซึ่งเป็นสองรัฐที่เดโมแครตเสียให้ทรัมป์ในการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีก่อน โดยผลโหวตครั้งนั้นทำให้ ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครเดโมแครตในเวลานั้นพ่ายต่อทรัมป์ด้วยคะแนนเสียง Electoral Vote (EV) รวมที่น้อยกว่า แม้ว่าเธอจะชนะ Popular Vote ก็ตาม 

สำหรับรัฐที่ยังนับคะแนนไม่เสร็จจนถึงวันนี้ ไบเดนเป็นฝ่ายนำในหลายรัฐ รวมทั้งรัฐที่เดโมแครตไม่ชนะมาหลายปีอย่างจอร์เจียและแอริโซนา ส่งผลให้ไบเดนมีทางเลือกค่อนข้างมากในการกวาดคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งให้ได้ถึง 270 เสียง ซึ่งท้ายที่สุดไบเดนสามารถพลิกนำทรัมป์ในรัฐสำคัญอย่างเพนซิลเวเนีย แล้วก็เป็นรัฐบ้านเกิดของไบเดนนี่เองที่เป็นตัวตัดสินชัยชนะของไบเดนครั้งนี้

โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้ง คนที่ 46

ไบเดนเกิดที่เมืองสแครนตัน รัฐเพนซิลเวเนีย ในปี 1942 สำเร็จการศึกษาสาขารัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดลาแวร์ และนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ เขาสมรสกับ จิลล์ เทรซี เจคอบส์ ภรรยาคนปัจจุบัน ในปี 1977

ส่วนถนนสายการเมืองนั้น ไบเดนดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภารัฐเดลาแวร์ยาวนานกว่า 36 ปี ตั้งแต่ปี 1973 ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นรองประธานาธิบดีคู่กายประธานาธิบดีบารัก โอบามา 2 สมัย ระหว่างปี 2009-2016 โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้ไบเดนลงสมัครในนามตัวแทนพรรคเดโมแครต และเอาชนะแคนดิเดตในพรรคหลายคน รวมทั้ง เบอร์นี แซนเดอร์ส ส.ว. จากรัฐเวอร์มอนต์ด้วย

ชัยชนะของไบเดนยังทำให้ คามาลา แฮร์ริส สร้างประวัติศาสตร์เตรียมก้าวขึ้นเป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐฯ ด้วย

หากมีการรับรองผลการเลือกตั้งและสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว ไบเดนจะเดินหน้าผลักดันนโยบายต่างๆ ตามที่หาเสียงไว้ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ, ปฏิรูปตำรวจ, สานต่อโอบามาแคร์และขยายระบบประกันสุขภาพให้ทั่วถึง, ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาประเทศและสถานะผู้นำของสหรัฐฯ ในเวทีความร่วมมือระดับพหุภาคี รวมถึงการสนับสนุนให้ใช้พลังงานสะอาดแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อร่วมแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม โจ ไบเดน จะผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ราบรื่นหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับว่าเดโมแครตจะสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาด้วยหรือไม่ ซึ่งยังต้องรอดูผลกันต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : thestandard

thematternews